
ตราสารเงิน คือ อะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนักลงทุนมือใหม่ในไทย
ตราสารเงิน คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนักลงทุนมือใหม่ในไทย
การจัดการเงินให้ดีเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บออม การนำเงินไปลงทุน หรือการวางแผนทางการเงินในอนาคตอันยาวไกล หนึ่งในเครื่องมือที่นักลงทุนโดยเฉพาะมือใหม่ควรทำความรู้จักให้ละเอียด คือตราสารเงิน ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนระยะสั้นที่มาพร้อมความเสี่ยงต่ำและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงเงินสูง

ตราสารเงินหมายถึงเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้คุณดูแลสภาพคล่องของเงินทุนและสร้างรายได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจทุกมุมมองของตราสารเงิน ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน ประเภทที่พบเห็นบ่อยในตลาดไทย คุณลักษณะที่โดดเด่น ข้อดี ข้อควรระวัง วิธีการเข้าร่วมลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนชาวไทย รวมถึงเรื่องภาษีและการนำไปจัดสรรในพอร์ตลงทุนของคุณ เพื่อให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

1. ทำความเข้าใจพื้นฐาน: ตราสารเงิน พันธมิตรกับตราสารหนี้และตราสารทุน
ก่อนที่จะเจาะลึกเรื่องตราสารเงิน เรามาทำความรู้จักภาพรวมของเครื่องมือทางการเงินหลักๆ ในตลาดกันก่อน เพื่อให้เห็นความแตกต่างและหน้าที่ของแต่ละตัวชัดเจนยิ่งขึ้น

1.1 ตราสารหนี้คืออะไร?
ตราสารหนี้คือเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกตราสารต้องมีหน้าที่ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด ผู้ออกอาจเป็นหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ผู้ที่ถือตราสารหนี้จึงอยู่ในฐานะผู้ให้กู้ยืม ตัวอย่างทั่วไปคือพันธบัตรและหุ้นกู้
1.2 ตราสารเงินคืออะไร?
ตราสารเงินเป็นรูปแบบหนึ่งของตราสารหนี้ที่เน้นระยะเวลาสั้นๆ โดยปกติไม่เกินหนึ่งปี ถือเป็นส่วนสำคัญในตลาดเงินที่ช่วยจัดการสภาพคล่องทั้งสำหรับผู้ออกที่ต้องการเงินทุนชั่วคราว และผู้ลงทุนที่อยากเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยพร้อมเข้าถึงได้รวดเร็ว แม้รายได้จะไม่มาก แต่ก็ช่วยปกป้องมูลค่าเงินต้นและให้ผลตอบแทนที่คาดเดาได้
1.3 ตราสารทุนคืออะไร? (การเปรียบเทียบโดยย่อ)
ตราสารทุน เช่นหุ้น คือเครื่องมือที่แสดงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ลงทุนกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์แบ่งปันกำไรผ่านเงินปันผลหรือส่วนต่างราคาหากขายได้ราคาดี แต่ก็มาพร้อมความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงกว่าตราสารหนี้หรือตราสารเงินมาก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักของทั้งสามประเภทนี้
| คุณสมบัติ | ตราสารหนี้ | ตราสารเงิน | ตราสารทุน |
|---|---|---|---|
| สถานะผู้ลงทุน | เจ้าหนี้ | เจ้าหนี้ | เจ้าของกิจการ |
| การได้รับคืน | ได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด พร้อมดอกเบี้ย | ได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด (ระยะสั้น) พร้อมดอกเบี้ย (หรือส่วนลด) | มีสิทธิในกำไรของบริษัท (เงินปันผล) และมูลค่าส่วนเกินเมื่อขายหุ้น |
| ผลตอบแทน | ดอกเบี้ย (คงที่/ลอยตัว) | ดอกเบี้ย (คงที่/ส่วนลด) | เงินปันผล, กำไรส่วนต่างราคา |
| ความเสี่ยง | ต่ำถึงปานกลาง (ขึ้นอยู่กับเครดิตผู้ออก) | ต่ำ (โดยเฉพาะที่ออกโดยรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ) | สูง (ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทและภาวะตลาด) |
| สภาพคล่อง | ปานกลางถึงสูง (ขึ้นอยู่กับตลาดรอง) | สูงมาก | สูง (ขึ้นอยู่กับความนิยมและปริมาณซื้อขายของหุ้น) |
| อายุการลงทุน | ระยะกลางถึงยาว (1 ปีขึ้นไป) | ระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) | ไม่มีกำหนด (ตราบเท่าที่บริษัทยังดำเนินกิจการ) |
2. ประเภทของตราสารเงินที่พบเห็นบ่อยในประเทศไทย
ในระบบการเงินไทย มีตัวเลือกตราสารเงินหลากหลายที่นักลงทุนเข้าถึงได้ง่าย แต่ละประเภทล้วนมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ตอบโจทย์การใช้งานต่างกันไป
2.1 ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills)
ตั๋วเงินคลังคือตราสารหนี้สั้นที่รัฐบาลไทยออกผ่านกระทรวงการคลังและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อจัดการกระแสเงินของรัฐและสนับสนุนนโยบายการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย ถือเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเพราะรัฐค้ำประกัน มักมีกำหนด 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าหน้า (แบบส่วนลด) และเมื่อครบกำหนดจะได้เงินเต็มจำนวน
2.2 ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Notes)
ตั๋วสัญญาใช้เงินคือเอกสารที่ผู้ออก เช่นบริษัทหรือธนาคาร สัญญาจะชำระเงินตามจำนวนที่กำหนดให้ผู้ถือตามข้อตกลง มักใช้โดยธนาคารเพื่อระดมเงินฝากสั้นๆ หรือบริษัทเพื่อหาเงินทุนจากบุคคลหรือหน่วยงานอื่น คล้ายการกู้ยืมระยะสั้นที่มีเอกสารยืนยันชัดเจน
2.3 ตั๋วแลกเงิน (Bills of Exchange)
ตั๋วแลกเงินคือคำสั่งจากผู้ออกให้บุคคลอื่นชำระเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับในเวลาที่กำหนด มักนำมาใช้ในค้าขายระหว่างประเทศหรือธุรกรรมใหญ่ เพื่อจัดการหนี้การค้าหรือหาเงินทุนสั้นสำหรับธุรกิจ แม้รายย่อยอาจไม่ค่อยเจอบ่อย แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของตลาดเงิน
2.4 เงินฝากประจำระยะสั้น/ใบรับฝาก (Short-term Fixed Deposits/Certificates of Deposit)
เงินฝากประจำสั้นที่ธนาคารเสนอ หรือใบรับฝาก คือหลักฐานที่ธนาคารออกให้ผู้ฝากสำหรับเงินฝากระยะสั้น อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินออมทรัพย์ปกติ แต่จำกัดการถอนก่อนกำหนด ถือเป็นทางเลือกปลอดภัยและยืดหยุ่นสำหรับการเก็บเงินชั่วคราว
2.5 กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Mutual Funds)
กองทุนรวมตลาดเงินเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนรายเล็กรองรับโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนเหล่านี้รวบรวมเงินจากผู้ลงทุนไปกระจายในตราสารเงินต่างๆ เช่นตั๋วเงินคลังหรือเงินฝากสั้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญจัดการ มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องดี ซื้อขายได้ทุกวันทำการ เหมาะสำหรับพักเงินหรือกระจายความเสี่ยง
3. คุณสมบัติเด่นและปัจจัยที่ต้องพิจารณาในตราสารเงิน
ตราสารเงินมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความคล่องตัว
3.1 สภาพคล่องสูง
ส่วนใหญ่ของตราสารเงินสามารถแปลงเป็นเงินสดได้เร็วและไม่ยุ่งยาก ด้วยอายุสั้นและตลาดรองที่活跃 ทำให้เหมาะสำหรับจัดการเงินสดชั่วคราวหรือสำรองเหตุฉุกเฉิน
3.2 ความเสี่ยงต่ำ
เมื่อเทียบกับตราสารทุนหรือหนี้ยาว ตราสารเงินปลอดภัยกว่ามาก โดยเฉพาะที่ออกโดยรัฐหรือธนาคารใหญ่ ความเสี่ยงหลักที่ควรทบทวน ได้แก่
- ความเสี่ยงเครดิต: กรณีผู้ออกไม่ชำระได้ แต่ส่วนใหญ่ออกโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ
- ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย: ผลกระทบน้อยเพราะอายุสั้น
- ความเสี่ยงสภาพคล่องในตลาดผิดปกติ: อาจชะงักชั่วคราวแต่โดยรวมยังดี
3.3 ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
ให้รายได้จากดอกเบี้ยที่ค่อนข้างแน่นอนและคาดการณ์ได้ แม้ไม่สูงเท่าการลงทุนเสี่ยง แต่ช่วยรักษาเงินต้นและสร้างกระแสเงินเข้าแบบมั่นคงในระยะสั้น
3.4 ระยะเวลาลงทุนสั้น
ไม่เกินหนึ่งปี ทำให้เหมาะกับผู้ที่มองหาการลงทุนชั่วคราว หรือเก็บเงินก่อนย้ายไปสินทรัพย์ยาว
3.5 ปัจจัยที่มีผลต่อผลตอบแทน
ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยตลาด ซึ่งถ้าสูงขึ้น ตราสารใหม่ก็ให้ผลดีกว่า และอันดับเครดิตผู้ออกที่สูงกว่ามักให้ผลตอบแทนต่ำกว่าแต่ปลอดภัย
4. ประโยชน์และความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารเงิน
การเลือกตราสารเงินมีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระมัดระวัง เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้รอบด้าน
4.1 ข้อดี
- รักษาเงินต้น: เน้นความปลอดภัย ไม่เสี่ยงเสียทุน
- พักเงินชั่วคราว: ดีสำหรับรอโอกาสลงทุนอื่นหรือรักษาความคล่องตัวในธุรกิจ
- กระจายความเสี่ยง: ลดความผันผวนพอร์ตเพราะไม่ผูกติดตลาดหุ้นมาก
- เข้าถึงง่าย: ผ่านธนาคารหรือกองทุน
4.2 ข้อเสียและความเสี่ยง
- ผลตอบแทนต่ำ: ไม่เหมาะกับเป้าหมายยาวที่ต้องการรายได้สูง
- เสี่ยงเงินเฟ้อ: ถ้าเงินเฟ้อสูงกว่าผลตอบแทน มูลค่าจริงลดลง
- เสี่ยงเครดิต: ต่ำแต่ยังมี ถ้าผู้ออกเป็นเอกชนที่ไม่มั่นคง
5. วิธีการลงทุนในตราสารเงินสำหรับนักลงทุนไทย
นักลงทุนไทยมีช่องทางหลากหลายในการเข้าถึงตราสารเงิน ขึ้นกับประเภทที่สนใจ
5.1 ช่องทางการลงทุนในประเทศไทย
- ผ่านธนาคารพาณิชย์: ลงทุนเงินฝากสั้นหรือใบรับฝากจากธนาคารใหญ่ เช่น กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงศรี
- ผ่านบริษัทหลักทรัพย์: สำหรับหนี้สั้นเอกชน
- ผ่านบริษัทจัดการกองทุน: กองทุนตลาดเงินจาก บลจ.กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ บัวหลวง ข้อมูลตลาดรองจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
- แพลตฟอร์มออนไลน์: เช่น Finnomena Dime หรือแอปโบรกเกอร์
5.2 ขั้นตอนการลงทุนเบื้องต้น
- เปิดบัญชี: กับธนาคาร โบรกเกอร์ หรือ บลจ.
- ประเมินความเสี่ยง: รู้ระดับที่ตัวเองรับไหว
- เลือกผลิตภัณฑ์: ตรงวัตถุประสงค์ ระยะเวลา เสี่ยง
- ลงทุน: สั่งซื้อ
- ติดตาม: เช็คผลตอบแทนและตลาด
6. ภาษีที่เกี่ยวข้องกับตราสารเงินในประเทศไทย
เรื่องภาษีเป็นส่วนที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจเพื่อวางแผนให้ถูกต้อง
6.1 ภาษีดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยจากตราสารเงินส่วนใหญ่ เช่น ตั๋วเงินคลังหรือเงินฝาก หักภาษี 15% ณ ที่จ่ายตามกรมสรรพากร แต่สามารถรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี เพื่อขอคืนถ้าฐานต่ำกว่า 15% หรือไม่รวมถ้าสูงกว่า
6.2 ภาษีกำไรจากส่วนต่างราคา
กำไรจากการขายตราสารเงินในตลาดรองสำหรับบุคคลธรรมดามักยกเว้นภาษี แต่บางกรณี เช่น หุ้นกู้เอกชนหรือทำธุรกิจ อาจต่างออกไป ควรเช็คกฎล่าสุดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
7. ตราสารเงินในพอร์ตการลงทุน: กลยุทธ์และการจัดสรร
แม้ผลตอบแทนไม่โดดเด่น แต่ตราสารเงินช่วยเสริมความมั่นคงให้พอร์ตโดยรวม
7.1 บทบาทของตราสารเงินในพอร์ต
- เงินสำรองฉุกเฉิน: คล่องตัวและปลอดภัย
- จัดการสภาพคล่องสั้น: สำหรับใช้จ่ายหรือรอลงทุน
- ลดเสี่ยงพอร์ต: เบรกความผันผวนจากหุ้น
- รักษากำไร: พักเงินจากลงทุนเสี่ยงก่อน
7.2 เหมาะกับใคร?
เหมาะกับผู้รับเสี่ยงต่ำ ผู้ต้องการคล่องตัว ผู้พักเงินชั่วคราว และผู้กระจายเสี่ยงพอร์ต
สรุป
ตราสารเงินคือเครื่องมือสำคัญสำหรับจัดการสภาพคล่องและสร้างรายได้มั่นคงระยะสั้น ด้วยความเสี่ยงต่ำ คล่องตัว และผลตอบแทนแน่นอน จึงเป็นตัวเลือกดีสำหรับมือใหม่ ผู้พักเงิน หรือกระจายเสี่ยง
การรู้จักประเภท ช่องทาง ข้อดี ข้อควรระวัง และภาษีในไทย จะช่วยให้ลงทุนได้ฉลาดและตรงเป้าหมาย อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ศึกษาข้อมูลและประเมินตัวเองให้ดีก่อนเริ่ม
1. ตราสารเงิน กับ เงินฝากประจำระยะสั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน?
ตราสารเงินเป็นคำที่กว้างกว่าที่รวมถึงเงินฝากประจำระยะสั้นด้วย โดยเงินฝากประจำระยะสั้นเป็นหนึ่งในประเภทของตราสารเงินที่ออกโดยธนาคาร ขณะที่ตราสารเงินอื่นๆ เช่น ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน อาจออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทเอกชน การเลือกขึ้นอยู่กับผู้ออกที่คุณไว้วางใจและอัตราผลตอบแทนที่เสนอ โดยทั่วไปแล้ว ตั๋วเงินคลังมีความเสี่ยงต่ำที่สุดเพราะออกโดยรัฐบาล
2. นักลงทุนมือใหม่ในประเทศไทย ควรเริ่มต้นลงทุนในตราสารเงินอย่างไร?
นักลงทุนมือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยการลงทุนใน กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Mutual Funds) ที่เสนอโดยบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแล มีการกระจายความเสี่ยงไปในตราสารเงินหลายประเภท และมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันหรือสาขาธนาคาร
3. การลงทุนในตราสารเงิน มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษในตลาดไทย?
แม้จะมีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ควรระวัง:
- ความเสี่ยงด้านเครดิต: หากลงทุนในตราสารที่ออกโดยบริษัทเอกชน ควรตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นๆ
- ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ: ผลตอบแทนที่ได้อาจไม่สูงเท่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าเงินจริงลดลง
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: ในสถานการณ์ตลาดที่ผิดปกติมากๆ อาจมีช่วงเวลาที่การซื้อขายทำได้ยากขึ้นชั่วคราว
4. ผลตอบแทนจากตราสารเงินต้องเสียภาษีอย่างไรในประเทศไทย?
ดอกเบี้ยที่ได้รับจากตราสารเงินส่วนใหญ่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 อย่างไรก็ตาม ผู้มีเงินได้สามารถเลือกที่จะนำดอกเบี้ยดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในสิ้นปีได้ หากฐานภาษีของตนเองต่ำกว่า 15% อาจได้รับเงินคืนภาษี
5. กองทุนรวมตลาดเงิน (MMMFs) คืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง?
กองทุนรวมตลาดเงินเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารเงินระยะสั้นต่างๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักเงินชั่วคราว ผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง ผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย และผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวม เนื่องจากมีความผันผวนต่ำและมีสภาพคล่องสูง
6. เราสามารถลงทุนในตราสารเงินต่างประเทศได้หรือไม่ และมีช่องทางไหนบ้าง?
ได้ นักลงทุนไทยสามารถลงทุนในตราสารเงินต่างประเทศได้ผ่าน กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตราสารเงินต่างประเทศ หรือผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการลงทุนในตลาดต่างประเทศโดยตรง แต่การลงทุนในต่างประเทศจะมีความซับซ้อนและมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
7. “ตั๋วแลกเงิน” กับ “หุ้นกู้” แตกต่างกันอย่างไรในแง่ของผู้ออกและความเสี่ยง?
ตั๋วแลกเงิน (B/E) มักออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อใช้ในการค้าหรือระดมทุนระยะสั้น มีอายุไม่เกิน 270 วัน ส่วนหุ้นกู้ (Debentures) ก็ออกโดยบริษัทเอกชนเช่นกัน แต่เป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว (มากกว่า 1 ปี) ดังนั้น ตั๋วแลกเงินจึงเป็นตราสารเงินที่มีอายุสั้นกว่าหุ้นกู้มาก และมักมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนที่แตกต่างกัน
8. ตราสารเงินสามารถช่วยบริหารสภาพคล่องของธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างไร?
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้ตราสารเงินเพื่อพักเงินสดส่วนเกินระยะสั้นที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเล็กน้อยแทนที่จะปล่อยให้เงินนิ่งๆ เช่น การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน หรือเงินฝากประจำระยะสั้น ซึ่งช่วยให้เงินทุนหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
9. มีช่วงเวลาไหนที่เหมาะกับการลงทุนในตราสารเงินเป็นพิเศษไหม?
ตราสารเงินเหมาะสำหรับการลงทุนในทุกช่วงเวลาสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสภาพคล่องและเงินต้น อย่างไรก็ตาม อาจได้รับความสนใจเป็นพิเศษในช่วงที่:
- อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้น
- ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หรืออยู่ในช่วงขาลง
- นักลงทุนต้องการพักเงินเพื่อรอดูสถานการณ์
10. ถ้าต้องการสภาพคล่องสูงมาก ตราสารเงินเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดหรือไม่ และมีทางเลือกอื่นไหม?
ตราสารเงินเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับสภาพคล่องสูง อย่างไรก็ตาม หากต้องการสภาพคล่องสูงสุดและพร้อมใช้งานทันที “เงินสด” หรือ “เงินฝากออมทรัพย์” ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแม้จะให้ผลตอบแทนต่ำมากก็ตาม ตราสารเงินจะให้สภาพคล่องที่สูงกว่าเงินฝากประจำเล็กน้อยแต่ยังคงต้องการระยะเวลาในการทำรายการ
發佈留言
很抱歉,必須登入網站才能發佈留言。