
มาร์จิ้น แปลว่าอะไร? 2 บริบทสำคัญที่นักลงทุนและนักธุรกิจต้องรู้ พร้อมวิธีบริหารความเสี่ยง
มาร์จิ้น แปลว่าอะไร? ความหมายพื้นฐานที่ต้องรู้
ในแวดวงการเงินและการลงทุน คำว่า “มาร์จิ้น” มักปรากฏขึ้นบ่อยๆ แต่ผู้คนอาจตีความต่างกันไปตามสถานการณ์ที่นำมาใช้ โดยทั่วไปแล้ว มันหมายถึงส่วนต่าง ส่วนเกิน หรือเงินสำรองที่นำไปใช้ในด้านต่างๆ บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับมาร์จิ้นในสองมิติหลัก คือ การลงทุนและการซื้อขายหุ้น ซึ่งมักตีความเป็นเงินประกันหรือหลักประกัน และในแง่ธุรกิจกับบัญชี ซึ่งหมายถึงอัตรากำไรที่บ่งบอกถึงความสามารถในการสร้างรายได้ของบริษัท การรู้จักมาร์จิ้นในแต่ละด้านนี้ช่วยให้นักลงทุนและเจ้าของธุรกิจตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างรอบคอบ ลดความเสี่ยงลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาร์จิ้นในโลกการลงทุน: บัญชีมาร์จิ้นและคอลมาร์จิ้น
สำหรับการลงทุน มาร์จิ้นทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการซื้อขายให้กับนักลงทุน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย

บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) คืออะไร และทำงานอย่างไร?
บัญชีมาร์จิ้นคือประเภทบัญชีสำหรับซื้อขายหุ้นที่ให้ผู้ลงทุนยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเข้าซื้อหลักทรัพย์ สิ่งนี้ทำให้สามารถซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ ได้เกินกว่าจำนวนเงินสดในบัญชี โดยใช้หลักทรัพย์ที่ซื้อไว้หรือสินทรัพย์อื่นเป็นหลักประกัน การมีบัญชีแบบนี้เปิดโอกาสให้มีวงเงินสินเชื่อที่มากขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพในการทำกำไรเพิ่มสูง แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงจากขาดทุนที่อาจรุนแรงยิ่งขึ้น
การดำเนินงานของบัญชีมาร์จิ้นเกี่ยวข้องกับส่วนสำคัญสองประการ คือ เงินประกันเริ่มต้นที่ต้องวางเมื่อเริ่มซื้อขาย ซึ่งมักกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่ารวมของการทำธุรกรรม และเงินประกันขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงจนต่ำกว่าระดับนี้ ผู้ลงทุนจะได้รับแจ้งให้เพิ่มหลักประกันหรือไม่ก็ถูกเรียก Margin Call ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET มีกฎเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการซื้อขายด้วยบัญชีมาร์จิ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบถึงสิทธิ์ หน้าที่ และความเสี่ยงต่างๆ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งช่วยให้เข้าใจบริบทในตลาดไทยได้ดียิ่งขึ้น
คอลมาร์จิ้น (Margin Call) คืออะไร? สาเหตุและวิธีหลีกเลี่ยง
คอลมาร์จิ้นคือการแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์ให้ผู้ลงทุนเติมเงินหรือหลักประกันเพิ่มเข้าไปในบัญชี เนื่องจากมูลค่าของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ลดลง จนเงินประกันเหลือต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ หากไม่ดำเนินการตามเวลาที่กำหนด โบรกเกอร์สามารถขายหลักทรัพย์บางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อปรับระดับเงินประกันให้ปกติ

สาเหตุหลักที่นำไปสู่สถานการณ์นี้มักมาจากราคาหลักทรัพย์ที่ร่วงลงอย่างกะทันหัน ซึ่งทำให้หลักประกันหดตัวตาม หรือจากความผันผวนของตลาดที่คาดไม่ถึง รวมถึงการใช้เลเวอเรจที่มากเกินไป ซึ่งขยายผลกระทบจากความเคลื่อนไหวที่ผิดทิศทาง
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ควรจัดการความเสี่ยงอย่างละเอียด เช่น ตั้งจุดหยุดขาดทุนเพื่อจำกัดความเสียหาย รักษาเงินสดสำรองให้พร้อมเติมได้ทันที ลดขนาดตำแหน่งการลงทุนบางส่วน หรือหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจที่เกินตัว โดยพิจารณาจากความสามารถในการรับมือของตนเอง การทำเช่นนี้ช่วยให้การลงทุนยั่งยืนมากขึ้น
เลเวอเรจ (Leverage) กับมาร์จิ้น: เพิ่มโอกาสหรือเพิ่มความเสี่ยง?
เลเวอเรจ หรือที่เรียกว่าอัตราทด คือวิธีที่ช่วยให้นักลงทุนควบคุมการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงกว่าทุนจริง โดยอาศัยมาร์จิ้นเป็นหลักประกัน มันเหมือนเครื่องมือที่ทั้งช่วยเพิ่มกำไรมหาศาล หากทำถูกทาง แต่ก็อาจขยายความขาดทุนได้ไม่น้อยไปกว่า
ประโยชน์ที่เห็นชัดคือการเพิ่มพลังในการเข้าถึงสินทรัพย์ราคาแพงด้วยทุนน้อย และหากประสบความสำเร็จ ผลตอบแทนต่อทุนเริ่มต้นจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือเมื่อตลาดหันหลัง ความสูญเสียจะถูกขยายตามอัตราทด ทำให้เสี่ยงต่อคอลมาร์จิ้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงราคาผันผวน
ดังนั้น การนำเลเวอเรจมาใช้ต้องคู่กับการวางแผนที่รัดกุม การติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด และการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่พลาดท่า
มาร์จิ้นในตลาด Forex: สิ่งที่นักเทรดควรรู้
ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex มาร์จิ้นมีบทบาทสำคัญในการเปิดและรักษาตำแหน่งซื้อขายคู่สกุลเงิน ตลาดนี้มีสภาพคล่องสูงและราคาเคลื่อนไหวรวดเร็ว โบรกเกอร์จึงมักให้เลเวอเรจที่สูงกว่าตลาดหุ้น ทำให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมดีลขนาดใหญ่หลายแสนดอลลาร์ ด้วยมาร์จิ้นเพียงไม่กี่ร้อยหรือพันดอลลาร์
สำหรับเทรดเดอร์ มาร์จิ้นคือทุนที่วางเป็นหลักประกันในการเริ่มต้น โดยแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่ารวม เช่น ถ้าโบรกเกอร์กำหนด 1% สำหรับคู่ EUR/USD และต้องการเปิด 1 Standard Lot หรือ 100,000 หน่วย จะต้องมีมาร์จิ้นอย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์
การใช้มาร์จิ้นกับเลเวอเรจสูงใน Forex เปิดโอกาสทำกำไรเร็ว แต่ก็เสี่ยงขาดทุนหนักไม่แพ้กัน นักเทรดควรรู้จักมาร์จิ้นฟรีที่เหลือใช้เปิดตำแหน่งใหม่ และระดับมาร์จิ้นที่บอกถึงสุขภาพบัญชี หากระดับต่ำเกินเกณฑ์ อาจนำไปสู่ Margin Call หรือ Stop Out ที่ปิดตำแหน่งอัตโนมัติเพื่อป้องกันยอดติดลบ การศึกษากลไกเหล่านี้ช่วยให้รับมือความผันผวนได้ดีขึ้น ดังที่อธิบายในแหล่งข้อมูลอย่าง Finnomena ซึ่งให้ตัวอย่างและเคล็ดลับปฏิบัติจริง
มาร์จิ้นในมุมมองธุรกิจ: อัตรากำไร (Profit Margin) คืออะไร?
เมื่อพูดถึงธุรกิจและการบัญชี มาร์จิ้นมักหมายถึงอัตรากำไร ซึ่งเป็นตัววัดสำคัญสำหรับการประเมินความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัท มันแสดงให้เห็นว่าบริษัทแปลงยอดขายเป็นกำไรได้แค่ไหน โดยแบ่งตามระดับต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่หักออก
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)
อัตรากำไรขั้นต้นคืออัตราส่วนของกำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายทั้งหมด เป็นตัวบ่งชี้พื้นฐานที่สะท้อนประสิทธิภาพในการผลิตหรือจัดหาสินค้าและบริการ โดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น
สูตรคำนวณ: อัตรากำไรขั้นต้น = (รายได้จากการขาย – ต้นทุนขาย) / รายได้จากการขาย
ความสำคัญอยู่ที่มันบอกถึงการควบคุมต้นทุนขายและอำนาจในการตั้งราคา หากตัวเลขสูง แสดงว่าธุรกิจหลักแข็งแกร่ง เช่น ในอุตสาหกรรมค้าปลีกที่ต้องจัดการสต็อกให้ดีเพื่อรักษากำไร
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin)
อัตรากำไรจากการดำเนินงานคือสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อรายได้จากการขาย โดยหักต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าขายและบริหาร
สูตรคำนวณ: อัตรากำไรจากการดำเนินงาน = (กำไรจากการดำเนินงาน) / รายได้จากการขาย
ตัวชี้วัดนี้แสดงประสิทธิภาพในการบริหารการดำเนินงาน หากสูง แสดงว่าบริษัทจัดการค่าใช้จ่ายหลักได้ยอดเยี่ยม ซึ่งสำคัญสำหรับการเติบโตระยะยาว
อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
อัตรากำไรสุทธิคือสัดส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้จากการขาย โดยหักทุกอย่างรวมถึงดอกเบี้ยและภาษี
สูตรคำนวณ: อัตรากำไรสุทธิ = (กำไรสุทธิ) / รายได้จากการขาย
มันสะท้อนกำไรจริงที่เหลือให้ผู้ถือหุ้น เป็นภาพรวมของผลประกอบการทั้งหมด
ทำไมอัตรากำไรถึงสำคัญต่อธุรกิจ?
อัตรากำไรเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยประเมินสุขภาพการเงิน เปรียบเทียบกับคู่แข่ง ดึงดูดนักลงทุนด้วยสัญญาณบวก และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น การปรับราคาหรือขยายกิจการ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่แข่งขันสูงอย่างไทย
ความแตกต่างที่สำคัญ: มาร์จิ้นการลงทุน VS มาร์จิ้นทางธุรกิจ
แม้คำว่า “มาร์จิ้น” จะเหมือนกัน แต่การนำไปใช้ในลงทุนและธุรกิจต่างกันชัดเจน เพื่อไม่ให้สับสน ตารางนี้สรุปจุดต่างหลักๆ
| คุณสมบัติ | มาร์จิ้นในการลงทุน (Margin in Investment) | มาร์จิ้นทางธุรกิจ (Profit Margin) |
|---|---|---|
| ความหมายหลัก | เงินประกันที่ใช้เพื่อกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือเงินประกันในการเปิดสถานะการซื้อขาย | อัตราส่วนของกำไรเทียบกับรายได้จากการขาย แสดงความสามารถในการทำกำไร |
| วัตถุประสงค์ | เพิ่มอำนาจการซื้อ, เพิ่มศักยภาพในการทำกำไร (และขาดทุน), เปิดสถานะการซื้อขายด้วยเงินทุนที่น้อยลง | ประเมินประสิทธิภาพในการทำกำไรของธุรกิจ, วิเคราะห์สุขภาพทางการเงิน, ใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ |
| การคำนวณ | เป็นจำนวนเงินหรือเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องวางเป็นหลักประกัน (เช่น Initial Margin, Maintenance Margin) | เป็นอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ (เช่น กำไรขั้นต้น/รายได้, กำไรสุทธิ/รายได้) |
| ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง | ความเสี่ยงที่จะถูก Margin Call, การขาดทุนจำนวนมากเมื่อราคาหลักทรัพย์เคลื่อนไหวสวนทาง, เสี่ยงต่อการถูกบังคับขาย | ความเสี่ยงที่อัตรากำไรจะลดลงจากการแข่งขัน, ต้นทุนที่สูงขึ้น, การบริหารจัดการที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจ |
| ผู้ใช้งานหลัก | นักลงทุนรายบุคคล, นักเทรด, กองทุน | ผู้บริหารบริษัท, นักวิเคราะห์ธุรกิจ, นักลงทุน (ที่สนใจงบการเงิน) |
| ผลกระทบ | สามารถทำให้เกิดกำไรหรือขาดทุนอย่างรวดเร็วต่อพอร์ตการลงทุนของบุคคล | สะท้อนสุขภาพและความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว |
การบริหารความเสี่ยง: หัวใจสำคัญของการใช้มาร์จิ้นอย่างชาญฉลาด
ทั้งในแง่ลงทุนหรือธุรกิจ การจัดการความเสี่ยงคือกุญแจสำคัญที่ขาดไม่ได้ การใช้มาร์จิ้นให้ฉลาดหมายถึงการเข้าใจและควบคุมความเสี่ยงอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในบัญชีมาร์จิ้นหรือเทรด Forex ที่เลเวอเรจสูง
กลยุทธ์หลักที่ควรนำไปใช้ ได้แก่ การตั้งจุดหยุดขาดทุนเพื่อจำกัดความเสียหาย การกระจายพอร์ตลงทุนไม่ให้รวมศูนย์ที่สินทรัพย์เดียว การจัดการทุนให้เหมาะสมโดยไม่ใช้เลเวอเรจเกินตัว การศึกษาตลาดทั้งปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค รวมถึงการมีแผนลงทุนที่ชัดเจน
สำหรับนักลงทุนไทย ควรทำความรู้จักกฎระเบียบจากหน่วยงานอย่าง ก.ล.ต. ซึ่งดูแลการคุ้มครองและความเป็นธรรมในตลาดทุน สามารถตรวจสอบคำเตือนนักลงทุนได้ที่ เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
สรุป: มาร์จิ้นเครื่องมือที่ทรงพลัง หากเข้าใจอย่างถ่องแท้
มาร์จิ้นเป็นคำศัพท์ที่หลากหลายและมีบทบาทสำคัญในวงการเงินการและธุรกิจ ในด้านลงทุน มันคือเงินประกันที่ช่วยขยายอำนาจซื้อผ่านเลเวอเรจ ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสกำไรและขาดทุน ส่วนในธุรกิจคืออัตรากำไรที่บอกถึงประสิทธิภาพการสร้างรายได้
การเข้าใจความแตกต่าง การทำงาน และความเสี่ยงในแต่ละด้านจึงจำเป็นสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่อยากเพิ่มผลตอบแทน หรือผู้บริหารที่ต้องดูแลสุขภาพบริษัท การใช้มาร์จิ้นให้เกิดประโยชน์ต้องอาศัยความรู้ การวางแผน และการจัดการความเสี่ยงอย่างมีวินัย การเรียนรู้ต่อเนื่องจะช่วยให้ใช้เครื่องมือนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ นำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ประสบความสำเร็จ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
มาร์จิ้นหุ้นคืออะไร และต่างจากบัญชีซื้อขายปกติอย่างไร?
มาร์จิ้นหุ้นคือบัญชีที่อนุญาตให้นักลงทุนกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อซื้อหุ้น โดยมีหุ้นที่ซื้อเป็นหลักประกัน ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยง บัญชีซื้อขายปกติ (Cash Account) จะซื้อขายได้ตามจำนวนเงินสดที่มีอยู่จริงเท่านั้น ไม่มีการกู้ยืม
ถ้าโดนคอลมาร์จิ้น (Margin Call) ควรทำอย่างไร มีวิธีแก้ไขไหม?
เมื่อโดน Margin Call คุณมีหลายทางเลือกคือ:
- นำเงินสดหรือหลักประกันอื่นมาเพิ่มในบัญชี
- ขายหลักทรัพย์บางส่วนเพื่อลดสถานะและเพิ่มระดับเงินประกัน
- ปิดสถานะการซื้อขายที่ขาดทุนเพื่อลดความเสี่ยง
หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด โบรกเกอร์อาจบังคับขายหลักทรัพย์ของคุณ
เลเวอเรจสูงๆ ใน Forex ดีหรือไม่ ควรใช้เท่าไหร่?
เลเวอเรจสูงใน Forex สามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มาก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนอย่างรวดเร็วเช่นกัน การใช้เลเวอเรจที่ดีควรปรับให้เหมาะสมกับประสบการณ์ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และกลยุทธ์การบริหารเงินทุนของคุณ นักเทรดมือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยเลเวอเรจต่ำเพื่อทำความเข้าใจตลาดก่อน
การเปิดบัญชีมาร์จิ้นในประเทศไทย มีข้อกำหนดและขั้นตอนอย่างไรบ้าง?
การเปิดบัญชีมาร์จิ้นในประเทศไทยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) โดยทั่วไป ผู้ลงทุนต้องมีคุณสมบัติ เช่น อายุ 20 ปีขึ้นไป, มีประสบการณ์การลงทุน, และมีเงินทุนตามเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นตอนจะคล้ายกับการเปิดบัญชีหุ้นปกติ แต่จะมีเอกสารและข้อตกลงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกู้ยืมและหลักประกัน
อัตรากำไรขั้นต้น, อัตรากำไรจากการดำเนินงาน, และอัตรากำไรสุทธิ บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของธุรกิจ?
- **อัตรากำไรขั้นต้น:** บอกถึงประสิทธิภาพในการผลิตหรือจัดหาสินค้า/บริการ
- **อัตรากำไรจากการดำเนินงาน:** บอกถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการดำเนินงานและควบคุมค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ
- **อัตรากำไรสุทธิ:** บอกถึงความสามารถในการทำกำไรขั้นสุดท้ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงดอกเบี้ยและภาษี สะท้อนสุขภาพโดยรวมของบริษัท
มีเทคนิคบริหารความเสี่ยงอย่างไรบ้าง เมื่อใช้มาร์จิ้นในการลงทุน?
เทคนิคสำคัญได้แก่ การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) อย่างเคร่งครัด, การกระจายการลงทุน, การบริหารขนาดการลงทุนให้เหมาะสมกับเงินทุน (Money Management), การไม่ใช้เลเวอเรจมากเกินไป, และการติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
มาร์จิ้นกับการเก็งกำไร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
มาร์จิ้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักเก็งกำไรนิยมใช้ เพราะช่วยให้สามารถเปิดสถานะการซื้อขายขนาดใหญ่ได้ด้วยเงินทุนที่น้อยลง ทำให้มีโอกาสทำกำไรสูงขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน หากการคาดการณ์ผิดพลาด
นักลงทุนรายย่อยในไทย สามารถใช้บัญชีมาร์จิ้นกับหุ้นทุกตัวได้หรือไม่?
ไม่สามารถใช้ได้กับหุ้นทุกตัว โดยทั่วไป บริษัทหลักทรัพย์จะมีรายชื่อหุ้นที่สามารถใช้มาร์จิ้นได้ (Marginable Stocks) ซึ่งมักเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง มีขนาดใหญ่ และมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นที่มีความผันผวนสูงบางตัวอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้มาร์จิ้น
ถ้าไม่ใช้มาร์จิ้น จะมีผลต่อการลงทุนอย่างไร?
การไม่ใช้มาร์จิ้นหมายถึงการลงทุนด้วยเงินสดทั้งหมด ทำให้ความเสี่ยงในการขาดทุนถูกจำกัดอยู่ที่เงินทุนเริ่มต้นของคุณ คุณจะไม่มีความเสี่ยงต่อ Margin Call และไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้จากโบรกเกอร์ อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนจากการใช้เลเวอเรจก็จะหายไป ทำให้การเติบโตของพอร์ตอาจช้ากว่า
มาร์จิ้นมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมอย่างไร?
มาร์จิ้นมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกิจกรรมการซื้อขายในตลาดทุน ซึ่งส่งเสริมให้ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อัตรากำไรของภาคธุรกิจยังเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจโดยรวม หากบริษัทต่างๆ มีกำไรที่ดี ก็จะนำไปสู่การจ้างงาน การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
發佈留言
很抱歉,必須登入網站才能發佈留言。