Take Profit คืออะไร? 8 เหตุผลที่เทรดเดอร์มืออาชีพต้องใช้และตั้งค่าอย่างไรให้ได้เปรียบในตลาด

การลงทุนในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หุ้น หรือสกุลเงินดิจิทัล ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยโอกาสที่น่าตื่นเต้นพร้อมความไม่แน่นอนที่คาดเดายาก หากต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ค้นหาจุดเข้าที่เฉียบคมเท่านั้น แต่ต้องมีการจัดการการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการดูแลผลตอบแทนและควบคุมความเสี่ยง เครื่องมือที่เหล่านักลงทุนมือฉมังทุกคนขาดไม่ได้คือ Take Profit หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า TP และ Stop Loss หรือ SL

ภาพประกอบของนักลงทุนที่จัดการกราฟการเงินหลายแผ่นอย่างสงบ ด้วยสัญลักษณ์กำไรและความเสี่ยง รวมถึงตาชั่งสมดุลในพื้นหลังตลาดที่คึกคัก

เนื้อหานี้จะพาคุณดำดิ่งสู่ทุกมิติของ Take Profit ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง วิธีการกำหนดค่า และข้อพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนชาวไทยนำไปปรับใช้ ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและจัดการความเสี่ยงได้อย่างชาญฉลาด

ภาพประกอบของมือที่กำหนดราคาเป้าหมายบนหน้าจอการลงทุนดิจิทัล พร้อมไอคอนล็อกที่สื่อถึงกำไรที่มั่นคงและลูกศรชี้ขึ้น

Take Profit คืออะไร? คำจำกัดความและหลักการทำงานพื้นฐาน

ภาพประกอบของแพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัลที่แสดงการวางคำสั่งพร้อม TP ที่เปิดใช้งาน ไอคอนเซิร์ฟเวอร์และนาฬิกาที่แทนการดำเนินการอัตโนมัติ

คำจำกัดความของ Take Profit (TP)

Take Profit หรือ TP ที่แปลว่าจุดรับผลตอบแทน คือคำสั่งการซื้อขายชนิดหนึ่งที่นักลงทุนกำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ระบบปิดตำแหน่งโดยอัตโนมัติเมื่อราคาสินทรัพย์ไปถึงระดับที่ตั้งใจและสร้างผลกำไรตามที่คาดหวัง

จุดมุ่งหมายหลักของ TP คือการรักษาผลตอบแทนที่ได้มาไว้ให้มั่นคง ป้องกันไม่ให้กำไรที่กำลังรุ่งเรืองพลันหายวับไปเพราะราคา掉頭 ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิดตำแหน่งซื้อในคู่เงิน EUR/USD ที่ราคา 1.1000 และกำหนด TP ที่ 1.1050 เมื่อราคาถึงจุดนั้น ระบบจะปิดคำสั่งทันที ทำให้คุณได้กำไร 50 pips โดยไม่ต้องลงมือเอง

Take Profit ทำงานอย่างไร?

หลังจากเปิดตำแหน่งการซื้อขายแล้ว แพลตฟอร์มจะเปิดช่องให้ตั้งค่า TP และ SL พร้อมกันทันที เมื่อคุณระบุระดับ TP ที่ต้องการและยืนยันคำสั่ง ระดับนั้นจะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์เพื่อรอปฏิบัติการ

ถ้าราคาในตลาดเคลื่อนถึงจุด TP ที่กำหนด เซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์จะดำเนินการปิดตำแหน่งโดยทันที ส่งผลให้คุณได้รับผลตอบแทนตามแผน การทำงานแบบอัตโนมัตินี้ช่วยลดภาระในการจับตาหน้าจอตลอด และส่งเสริมให้ยึดติดกับแผนการลงทุนอย่างมีระเบียบ โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์มาบงการ

Take Profit vs. Stop Loss: คู่หูป้องกันความเสี่ยงและทำกำไร

ความแตกต่างและจุดประสงค์

Take Profit หรือ TP และ Stop Loss หรือ SL คือสองคำสั่งหลักที่ทำงานคู่กันเพื่อดูแลความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในการลงทุน แม้ทั้งคู่จะเป็นการปิดตำแหน่งอัตโนมัติ แต่เป้าหมายนั้นชัดเจนต่างกันโดยสิ้นเชิง

  • Take Profit (TP): มุ่งเน้นการรับผลตอบแทน โดยปิดตำแหน่งเมื่อราคาเคลื่อนตามที่คาดและถึงเป้าหมายกำไร
  • Stop Loss (SL): เน้นจำกัดความสูญเสีย โดยปิดตำแหน่งเมื่อราคาเคลื่อนตรงข้ามกับที่คาด เพื่อไม่ให้บัญชีเสียหายเกินขีดจำกัดที่ยอมรับได้

ทั้ง TP และ SL ล้วนเป็นหัวใจของกลยุทธ์จัดการความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง การใช้เพียงด้านเดียวอาจไม่พอสำหรับการลงทุนที่ยั่งยืน

ตารางเปรียบเทียบ Take Profit และ Stop Loss

คุณสมบัติ Take Profit (TP) Stop Loss (SL)
วัตถุประสงค์หลัก ล็อกกำไรที่เกิดขึ้น จำกัดการขาดทุน
การทำงาน ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งถึงจุดกำไรที่กำหนด ปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งถึงจุดขาดทุนที่กำหนด
ผลลัพธ์ ทำกำไรตามเป้าหมาย ป้องกันการขาดทุนที่เกินกว่าจะรับไหว
ความสำคัญ รับรองการได้กำไร ปกป้องเงินทุน

อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-Reward Ratio)

การนำ TP และ SL มาใช้อย่างชาญฉลาดช่วยให้คุณกำหนดอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนสำหรับทุกการลงทุนได้ ซึ่งคือการวัดว่าถ้าคุณยอมเสี่ยงสูญเสีย X หน่วย จะคาดหวังผลตอบแทนเท่าใด

สมมติว่าคุณตั้ง SL ที่ 20 pips และ TP ที่ 60 pips อัตราส่วนจะเป็น 1:3 แสดงว่าคุณเสี่ยง 1 หน่วยเพื่อแลกผลตอบแทน 3 หน่วย การกำหนดอัตราส่วนนี้ก่อนเริ่มช่วยประเมินศักยภาพของแต่ละดีล และสร้างระบบลงทุนที่ทำกำไรยาวนานได้ แม้อัตราการชนะไม่สูงนัก

ทำไม Take Profit จึงสำคัญต่อเทรดเดอร์ทุกคน?

การนำ Take Profit มาใช้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับความสำเร็จในการลงทุนทุกระดับ ไม่ว่าจะในตลาดหุ้น ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราหรือสกุลเงินดิจิทัล เหตุผลหลัก ๆ มีดังนี้

ล็อกกำไรและป้องกันการกลับตัวของราคา

ตลาดการเงินเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง ราคาที่กำลังพุ่งขึ้นอย่างราบรื่นอาจพลิกผันได้ทุกขณะ ถ้าขาด TP ผลตอบแทนที่กำลังดีอาจสูญสลายหรือกลายเป็นขาดทุนเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศทาง TP ช่วยให้คุณรักษาผลตอบแทนได้ตรงจุดที่เหมาะสม ป้องกันความเสียดายทีหลังและไม่พลาดโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดที่ผันผวนสูงอย่างคริปโต ซึ่งราคาอาจแกว่งตัวกว้าง

ลดอารมณ์ในการตัดสินใจ

ความกลัวและความโลภคืออุปสรรคใหญ่สำหรับนักลงทุนหลายคน ความกลัวพลาดโอกาสหรือความอยากได้มากกว่านั้นอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น ถอน TP ก่อนเวลาเพราะหวังกำไรมากขึ้น การกำหนด TP ล่วงหน้าช่วยควบคุมอารมณ์ สร้างวินัยให้ยึดแผนเดิม และลดความเครียดท่ามกลางการเคลื่อนไหวรวดเร็วของตลาด ทำให้คุณโฟกัสที่กลยุทธ์มากกว่าความรู้สึกชั่ววูบ

สร้างวินัยและแผนการเทรดที่ชัดเจน

TP เป็นองค์ประกอบหลักในแผนการลงทุนที่ครบถ้วน การมีจุดเข้า จุด SL และ TP ที่ชัดเจนตั้งแต่แรกช่วยปลูกฝังวินัย ทำให้รู้ว่าต้องทำอะไรในแต่ละสถานการณ์ โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือการเดาสุ่มมาครอบงำ แผนที่แน่นหนานี้ยังช่วยให้วิเคราะห์ผลลัพธ์และปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างมีระบบ ซึ่งเป็นรากฐานสู่ความสำเร็จระยะยาว

วิธีการตั้งค่า Take Profit (TP) บนแพลตฟอร์มเทรด

การกำหนดค่า Take Profit เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ทุกคนควรเชี่ยวชาญ ซึ่งทำได้ง่ายบนแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น MetaTrader 4 (MT4) MetaTrader 5 (MT5) หรือเครื่องมือจากโบรกเกอร์อื่น ๆ ขั้นตอนโดยรวมคล้ายคลึงกันเสมอ

ขั้นตอนทั่วไปในการตั้ง TP (พร้อมภาพประกอบ)

นี่คือวิธีปฏิบัติพื้นฐานที่คุณทำตามได้ไม่ยาก

  1. เปิดคำสั่งซื้อขายใหม่: เมื่อพร้อมเปิดตำแหน่ง เช่น กด Buy หรือ Sell แพลตฟอร์มจะแสดงหน้าต่าง Order หรือ New Order
  2. ระบุรายละเอียดคำสั่ง: กรอกปริมาณ Volume หรือขนาด Lot ที่ต้องการ
  3. ตั้งค่า Take Profit: หาช่อง Take Profit (TP) และ Stop Loss (SL) แล้วใส่ราคาเป้าหมายสำหรับปิดเพื่อรับกำไร เช่น ถ้าราคาปัจจุบัน 1.2345 และต้องการกำไรที่ 1.2395 ให้กรอก 1.2395 ในช่อง TP
  4. ยืนยันคำสั่ง: ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน แล้วกด Place หรือ Buy/Sell เพื่อเริ่ม

(รูปภาพ: ตัวอย่างหน้าต่างการตั้งค่า Take Profit บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4/5 พร้อมชี้ช่อง TP)

สำหรับแพลตฟอร์ม MetaTrader 4/5 คุณยังลากปรับ TP บนกราฟได้หลังเปิดตำแหน่งแล้ว ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อต้องปรับตามสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง

การตั้งค่า TP ในตลาดต่างๆ (Forex, หุ้น, คริปโต)

แม้ขั้นตอนจะใกล้เคียง แต่การเลือกจุด TP ต้องปรับตามลักษณะตลาดแต่ละประเภท

  • Forex: ใช้หน่วย pips วัดการเคลื่อนไหว โดยอ้างอิงแนวรับแนวต้านหลัก Fibonacci Retracement หรือระดับราคาที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา เพื่อให้ TP สอดคล้องกับพฤติกรรมตลาด
  • หุ้น: พิจารณาจากเป้าหมายราคาตามการวิเคราะห์พื้นฐานหรือเทคนิค เช่น จุดสูงสุดก่อนหน้า หรือใช้ Moving Averages เพื่อคาดการณ์การกลับตัว
  • คริปโตเคอร์เรนซี: ด้วยความผันผวนสูง การตั้ง TP ต้องคำนึงถึงความแกว่งตัวที่รุนแรง อาจใช้กรอบเวลาสั้นหรือตั้งหลายระดับเพื่อล็อกกำไรทีละขั้นในแนวโน้มขาขึ้น

เครื่องมืออย่าง TradingView ยังช่วยวิเคราะห์กราฟและวางแผน TP ได้ดี ก่อนส่งคำสั่งไปยังโบรกเกอร์ ทำให้การตัดสินใจแม่นยำยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ Take Profit ขั้นสูง: ทำกำไรให้ได้เปรียบ

นอกเหนือจากการตั้ง TP แบบง่าย ๆ แล้ว ยังมีเทคนิคขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับผลตอบแทน และปรับตัวตามสภาพตลาดที่หลากหลาย

การคำนวณจุด Take Profit โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์

การเดาจุด TP โดยไม่มีพื้นฐานไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน นักลงทุนชั้นนำมักพึ่งเครื่องมือวิเคราะห์เทคนิคเพื่อหาจุดที่สมเหตุสมผล

  • แนวรับแนวต้าน (Support/Resistance): เครื่องมือพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ แนวต้านแข็งแกร่งเหมาะเป็น TP สำหรับตำแหน่งซื้อ ส่วนแนวรับสำหรับตำแหน่งขาย
  • Fibonacci Retracement: ระดับสำคัญอย่าง 127.2% 161.8% หรือ 200% มักใช้เป็นเป้าหมาย โดยเฉพาะหลังราคาทะลุระดับเดิม
  • Moving Averages (MA): ในบางกรณี ใช้เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวเป็น TP โดยคาดว่าราคาจะสะท้อนเมื่อกระทบเส้นนั้น
  • ATR (Average True Range): วัดความผันผวนเพื่อตั้ง TP ที่เหมาะสม เช่น 1-2 เท่าของ ATR จากจุดเข้า ช่วยให้สอดคล้องกับลักษณะสินทรัพย์

ตัวอย่างการคำนวณ: ถ้าซื้อ EUR/USD ที่ 1.1000 และแนวต้านถัดไปอยู่ 1.1050 อาจตั้ง TP ที่ 1.1048 เพื่อปิดก่อนราคาสัมผัสแนวต้านและเสี่ยงกลับตัว โดยพิจารณาจากข้อมูลตลาดล่าสุดเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

กลยุทธ์การทำกำไรแบบบางส่วน (Partial Take Profit)

Partial Take Profit คือการปิดส่วนหนึ่งของตำแหน่งเมื่อถึงเป้าหมายแรก แล้วปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งต่อหากแนวโน้มยังแรง เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนสูงสุด

ประโยชน์:

  • ล็อกกำไรบางส่วน: ได้รับผลตอบแทนทันที ลดความเสี่ยงสูญเสียที่สะสม
  • ลดความเสี่ยง: หลังปิดบางส่วน ย้าย SL ของส่วนที่เหลือไปจุดคุ้มทุน เพื่อไม่ให้ขาดทุนเพิ่ม
  • เปิดโอกาสทำกำไรสูงสุด: ยังมีส่วนที่วิ่งต่อได้ หากตลาดยังไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะในแนวโน้มยาว

การผสมผสาน Take Profit กับ Trailing Stop

Trailing Stop คือ SL ที่ปรับตามราคาในทิศทางกำไร เช่น เมื่อราคาขึ้น SL ก็ขยับขึ้นตาม แต่ถ้าราคาลงจะหยุดและปิดเมื่อกระทบ

การรวม Trailing Stop กับ TP เป็นเทคนิคที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในตลาดแนวโน้มชัด ตั้ง TP ที่เป้าหมายสูงสุด และใช้ Trailing Stop ปกป้องกำไร หากราคาไม่ถึง TP แต่เริ่ม掉頭 Trailing Stop จะช่วยล็อกส่วนที่ได้มา กลไกนี้ช่วยให้คุณปล่อยกำไรวิ่งต่อได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เสี่ยงสูญเสียมาก

ข้อผิดพลาดทั่วไปในการใช้ Take Profit และวิธีหลีกเลี่ยง

ถึงแม้ TP จะมีประสิทธิภาพสูง แต่การใช้ผิดวิธีอาจนำพาผลลัพธ์ที่ไม่ดี ข้อผิดพลาดยอดฮิตและแนวทางแก้ไขมีดังนี้

ตั้ง TP ใกล้เกินไปหรือไกลเกินไป

  • ใกล้เกินไป: อาจปิดเร็วเกิน จนพลาดกำไรใหญ่ เพราะราคาอาจแกว่งชั่วคราวก่อนพุ่งต่อ สุดท้ายได้กำไรน้อยไม่คุ้มค่าธรรมเนียม
  • ไกลเกินไป: ถ้าตั้งไกลโดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิค ราคาอาจไม่ถึงและ掉頭กระทบ SL ทำให้สูญเสียโอกาสหรือกำไรที่เคยมี

วิธีหลีกเลี่ยง: อาศัยวิเคราะห์เทคนิคอย่างแนวรับแนวต้าน Fibonacci หรือ ATR เพื่อจุดที่สมดุล และยึด Risk-Reward อย่าง 1:2 หรือ 1:3 เพื่อความยั่งยืน

ขาดวินัยในการย้ายหรือยกเลิก TP

หลังวางแผนและตั้ง TP แล้ว ต้องยึดมั่นให้ดี การขยับ TP ไกลขึ้นเพราะเห็นราคาวิ่งดี หรือยกเลิกเพราะหวังกำไรมากกว่านั้น มักมาจากความโลภและนำไปสู่การสูญเสียกำไรที่ควรได้

วิธีหลีกเลี่ยง: สร้างวินัยผ่านการฝึกฝน เมื่อตั้งแล้วให้ปล่อยตลาดดำเนิน หากปรับต้องมีกฎชัดเจนในแผน ไม่ใช่ตามอารมณ์ เพื่อรักษาความสม่ำเสมอ

ไม่ปรับ TP ตามสภาวะตลาด

ตลาดเปลี่ยนแปลงตลอด ความผันผวนสูงหรือต่ำส่งผลต่อ TP ถ้าตลาดนิ่งแต่ตั้งไกล ราคาอาจไม่ถึง ในทางตรงข้าม ถ้าผันผวนสูงแต่ตั้งใกล้ อาจพลาดกำไรใหญ่

วิธีหลีกเลี่ยง: ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับตลาดปัจจุบัน ใช้ ATR วัดความผันผวนและตั้ง TP ที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จในทุกสภาวะ

สรุป: Take Profit หัวใจสำคัญของการเทรดที่ยั่งยืน

Take Profit หรือ TP คือเครื่องมือที่ช่วยนักลงทุนรักษาผลตอบแทนและจัดการการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันไม่ใช่แค่คำสั่งปิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการความเสี่ยงและวินัยที่ทำให้คุณอยู่รอดและเติบโตในตลาดการเงิน

การเข้าใจ TP ความเชื่อมโยงกับ SL การใช้เครื่องมือวิเคราะห์หาจุดที่เหมาะ และเทคนิคขั้นสูงอย่าง Partial Take Profit กับ Trailing Stop จะยกระดับการลงทุนของคุณ สิ่งสำคัญคือยึดแผนและเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อพัฒนาต่อเนื่อง การใช้ TP และ SL คือหลักที่นักลงทุนมือโปรให้ความสำคัญเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Take Profit (TP) ต่างจาก Stop Loss (SL) อย่างไร? และจำเป็นต้องใช้ทั้งคู่ไหม?

Take Profit (TP) มีจุดประสงค์เพื่อ ล็อกกำไร เมื่อราคาถึงเป้าหมาย ในขณะที่ Stop Loss (SL) มีจุดประสงค์เพื่อ จำกัดการขาดทุน เมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทาง การใช้ทั้งคู่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารความเสี่ยงและสร้างวินัยในการเทรด เพราะ TP ช่วยให้คุณได้กำไรตามเป้า ส่วน SL ช่วยปกป้องเงินทุนของคุณจากการขาดทุนที่มากเกินไป

ฉันจะตั้งค่า Take Profit บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) ได้อย่างไร?

บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) คุณสามารถตั้งค่า TP ได้เมื่อเปิดคำสั่งซื้อขายใหม่ โดยระบุราคาเป้าหมายในช่อง “Take Profit” หลังจากเปิดออเดอร์แล้ว คุณยังสามารถลากเส้น TP บนกราฟเพื่อปรับเปลี่ยนได้อีกด้วย

มีวิธีคำนวณจุด Take Profit ที่เหมาะสมสำหรับ Forex หรือหุ้นอย่างไร?

คุณสามารถคำนวณจุด Take Profit โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคหลายอย่าง เช่น:

  • แนวรับแนวต้าน (Support/Resistance): ตั้ง TP ใกล้แนวต้านสำหรับสถานะซื้อ หรือใกล้แนวรับสำหรับสถานะขาย
  • Fibonacci Retracement: ใช้ระดับ Fibonacci เช่น 127.2% หรือ 161.8% เป็นเป้าหมาย
  • ATR (Average True Range): กำหนด TP ตามความผันผวนเฉลี่ยของสินทรัพย์
  • อัตราส่วน Risk-Reward: ตั้ง TP ให้มีอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น 1:2 หรือ 1:3

การตั้ง Take Profit ใกล้หรือไกลเกินไปมีผลเสียอย่างไร?

การตั้ง TP ใกล้เกินไป อาจทำให้คุณพลาดกำไรก้อนใหญ่ หรือได้กำไรเพียงเล็กน้อยไม่คุ้มค่าธรรมเนียม ส่วนการตั้ง TP ไกลเกินไป อาจทำให้ราคาไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้ และกลับตัวลงมาชน Stop Loss หรือทำให้กำไรที่เห็นหายไป วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาจุดที่สมเหตุสมผล

Trailing Stop คืออะไร? และสามารถใช้ร่วมกับ Take Profit ได้หรือไม่?

Trailing Stop คือคำสั่ง Stop Loss ที่เคลื่อนที่ตามราคาในทิศทางที่เป็นกำไร ช่วยปกป้องกำไรที่เกิดขึ้นแล้วและเปิดโอกาสให้คุณ “รันกำไร” ได้มากที่สุดในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน คุณสามารถใช้ Trailing Stop ร่วมกับ Take Profit ได้ โดยตั้ง TP เป็นเป้าหมายสูงสุด และให้ Trailing Stop ทำหน้าที่ปกป้องกำไรหากราคาไม่ถึง TP แต่มีการกลับตัว

ถ้าไม่ได้ตั้ง Take Profit จะเกิดอะไรขึ้นในการเทรด?

หากคุณไม่ได้ตั้ง Take Profit คุณจะต้องเฝ้าหน้าจอและปิดออเดอร์ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดจากอารมณ์ความกลัวหรือความโลภ นอกจากนี้ กำไรที่คุณเห็นอยู่ก็อาจหายไปหรือกลับกลายเป็นการขาดทุนได้ หากราคาเกิดการกลับตัวอย่างรวดเร็วโดยที่คุณไม่ได้เฝ้าดู

Take Profit ช่วยจัดการอารมณ์ในการเทรดได้อย่างไร?

การตั้ง Take Profit ล่วงหน้าช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจในระหว่างการเทรด ทำให้คุณไม่ต้องตัดสินใจภายใต้อารมณ์ความกลัวว่ากำไรจะหายไป หรือความโลภที่อยากได้มากกว่าเดิม การมี TP ที่ชัดเจนช่วยให้คุณยึดมั่นในแผนการเทรดและดำเนินการตามกลยุทธ์ที่วางไว้ได้อย่างมีวินัย

ฉันควรปรับเปลี่ยนจุด Take Profit หลังจากเปิดออเดอร์ไปแล้วหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ควรยึดติดกับจุด Take Profit ที่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น การปรับเปลี่ยน TP หลังเปิดออเดอร์อาจนำไปสู่การตัดสินใจตามอารมณ์ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดที่สำคัญ คุณอาจพิจารณาปรับ TP ได้ แต่ควรอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและมีเหตุผลรองรับในแผนการเทรดของคุณ

“Take profit” คำนี้อ่านว่าอะไรในภาษาไทย?

คำว่า “Take profit” ในภาษาอังกฤษ สามารถอ่านออกเสียงได้ว่า “เทค-โพร-ฟิต” และมักถูกเรียกสั้นๆ ในวงการเทรดว่า “ที-พี” (TP)

Author photo

發佈留言