เทรดออฟชั่น: เริ่มต้นอย่างไรใน TFEX? คู่มือทำกำไรและบริหารความเสี่ยงฉบับสมบูรณ์

บทนำ: ทำความเข้าใจการเทรดออฟชั่นในตลาดไทย

การเทรดออฟชั่นเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทั้งน่าดึงดูดและท้าทายสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะในตลาดไทยที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนหลายคนหันมาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือปกป้องพอร์ตลงทุนจากความผันผวน ออฟชั่นให้สิทธิ์แก่ผู้ถือในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาและเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในหุ้นแบบตรงไปตรงมา

Thai investor trading options with confidence on financial charts, emphasizing growth and risk management

ในไทย ตลาดหลักสำหรับการเทรดนี้คือ TFEX หรือตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ที่จัดการซื้อขายออฟชั่น SET50 ซึ่งอ้างอิงจากดัชนี SET50 บทความนี้จะนำเสนอคู่มือครบถ้วนสำหรับนักลงทุนทั้งมือใหม่และผู้มีประสบการณ์ในหุ้นหรือฟิวเจอร์ส เพื่อให้เข้าใจการทำงาน กลยุทธ์เบื้องต้น การจัดการความเสี่ยง รวมถึงวิธีเลือกโบรกเกอร์และเริ่มต้นเทรดใน TFEX อย่างมั่นใจ

Busy TFEX trading floor with screens displaying SET50 Option data and confident Thai traders

ออฟชั่นคืออะไร? พื้นฐานที่นักลงทุนต้องรู้

ก่อนจะเจาะลึกเรื่องกลยุทธ์หรือการนำไปใช้จริง การรู้จักพื้นฐานของออฟชั่นถือเป็นก้าวแรกที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคน ออฟชั่นเป็นสัญญาที่มอบสิทธิ์ให้ผู้ถือ โดยไม่บังคับให้ต้องทำตาม ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นในการลงทุน

Option contract scroll with text, hand holding key symbolizing right without obligation

คำจำกัดความของสัญญาออฟชั่น

สัญญาออฟชั่นคือข้อตกลงที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิกำหนดไว้ล่วงหน้า ภายในวันหมดอายุหรือก่อนหน้านั้น ผู้ซื้อต้องชำระค่าพรีเมียมให้ผู้ขาย ซึ่งผู้ขายมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหากผู้ซื้อเลือกใช้สิทธิ์

จุดต่างหลักคือผู้ซื้อมีแค่สิทธิ์แต่ไม่ถูกบังคับ ขณะที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องทำตามแต่ไม่มีสิทธิ์เลือก นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ออฟชั่นโดดเด่นในการสร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยง

ประเภทของออฟชั่น: Call Option และ Put Option

ออฟชั่นหลักๆ แบ่งเป็นสองประเภท คือ

  • Call Option: สิทธิ์ในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิในวันหมดอายุหรือก่อน ผู้ซื้อคาดว่าราคาจะขึ้นในอนาคต
  • Put Option: สิทธิ์ในการขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาใช้สิทธิ ผู้ซื้อคาดว่าราคาจะลง

ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณซื้อ Call Option หุ้น ABC ที่ราคาใช้สิทธิ 100 บาท คุณสามารถซื้อหุ้นนั้นในราคา 100 แม้ตลาดขึ้นไป 120 บาท แต่ถ้าซื้อ Put Option ที่ราคาเดียวกัน คุณขายได้ 100 บาทแม้ตลาดตกเหลือ 80 บาท

กลไกการทำงานของออฟชั่น: ศัพท์สำคัญที่ควรรู้

การคุ้นเคยกับคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างเฉียบคมยิ่งขึ้น

ราคาใช้สิทธิ (Strike Price)

ราคาใช้สิทธิคือระดับราคาที่ผู้ซื้อออฟชั่นสามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงได้เมื่อใช้สิทธิ์ ซึ่งกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนทำสัญญา

วันหมดอายุ (Expiration Date)

วันหมดอายุคือเวลาสิ้นสุดของสัญญา ถ้าไม่ใช้สิทธิ์ สัญญาจะไร้ค่า และค่าพรีเมียมที่จ่ายไปหายวับไปทั้งหมด

ค่าพรีเมียม (Premium)

ค่าพรีเมียมคือเงินที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขายเพื่อแลกกับสิทธิ์นี้ โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก

  • มูลค่าภายใน: มูลค่าทันทีที่ได้กำไรถ้าใช้สิทธิ์ เช่น Call Option ราคาใช้สิทธิ 100 บาท แต่สินทรัพย์อยู่ที่ 105 บาท จะมีมูลค่า 5 บาท
  • มูลค่าตามเวลา: เกิดจากเวลาที่เหลือและความผันผวน ยิ่งเวลามากยิ่งมีค่ามาก แต่จะค่อยๆ ลดลงเมื่อใกล้หมดอายุ เรียกว่า Time Decay

สถานะของออฟชั่น (Option Status)

สถานะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาใช้สิทธิกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง

  • In-the-money (ITM): มีมูลค่าภายใน
    • Call: ราคาสินทรัพย์ > ราคาใช้สิทธิ
    • Put: ราคาสินทรัพย์ < ราคาใช้สิทธิ
  • At-the-money (ATM): ราคาสินทรัพย์ใกล้เคียงราคาใช้สิทธิ
  • Out-of-the-money (OTM): ไม่มีมูลค่าภายใน มีแค่มูลค่าตามเวลา
    • Call: ราคาสินทรัพย์ < ราคาใช้สิทธิ
    • Put: ราคาสินทรัพย์ > ราคาใช้สิทธิ

TFEX: สนามเทรดออฟชั่นของประเทศไทย

สำหรับนักลงทุนไทย TFEX คือจุดรวมของการซื้อขายออฟชั่นทั้งหมด

ทำความรู้จัก TFEX และตลาดอนุพันธ์ไทย

TFEX หรือตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย จัดตั้งเพื่อให้บริการซื้อขายฟิวเจอร์สและออฟชั่น ช่วยให้นักลงทุนจัดการความเสี่ยงและทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคา อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.

ผลิตภัณฑ์ออฟชั่นที่ซื้อขายใน TFEX

สินค้าออฟชั่นยอดนิยมคือ SET50 Option ที่อ้างอิงดัชนี SET50 ซึ่งรวมหุ้น 50 ตัวใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง นักลงทุนสามารถซื้อ Call หรือ Put เพื่อเก็งทิศทางดัชนี

นอกจากนี้ TFEX ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น Single Stock Futures หรือ Gold Futures แต่ SET50 Option คือตัวหลักที่ควรเริ่มต้นศึกษา

กลยุทธ์เทรดออฟชั่นพื้นฐานสำหรับมือใหม่

ก่อนจะลองกลยุทธ์ขั้นสูง การรู้จักพื้นฐาน 4 แบบนี้จะช่วยให้มือใหม่วางแผนได้ดี

การซื้อ Call Option (Buying Call Option)

แนวคิด: คาดว่าราคาจะพุ่งขึ้นแรง

  • สิทธิและภาระ: ได้สิทธิ์ซื้อสินทรัพย์ที่ราคาใช้สิทธิ
  • ผลตอบแทนสูงสุด: ไม่จำกัด ตามการขึ้นของราคา
  • ความเสี่ยงสูงสุด: เท่าค่าพรีเมียม
  • สถานการณ์ที่เหมาะสม: ตลาดขาขึ้นและเคลื่อนไหวเร็ว
  • ตัวอย่างใน TFEX: ถ้าคิดว่า SET50 จะขึ้น ซื้อ SET50 Call ที่ราคาใช้สิทธิปัจจุบัน

การซื้อ Put Option (Buying Put Option)

แนวคิด: คาดว่าราคาจะร่วงลงแรง หรือใช้ป้องกันพอร์ต

  • สิทธิและภาระ: ได้สิทธิ์ขายสินทรัพย์ที่ราคาใช้สิทธิ
  • ผลตอบแทนสูงสุด: จำกัด เมื่อราคาตกถึงศูนย์
  • ความเสี่ยงสูงสุด: เท่าค่าพรีเมียม
  • สถานการณ์ที่เหมาะสม: ตลาดขาลงหรือต้องการ Hedge พอร์ตหุ้น
  • ตัวอย่างใน TFEX: ถ้ามีหุ้นและกลัว SET50 ตก ซื้อ SET50 Put เพื่อคุ้มครอง

การขาย Call Option (Selling Call Option)

แนวคิด: คาดว่าราคาจะนิ่งหรือไม่ขึ้นถึงราคาใช้สิทธิ

  • สิทธิและภาระ: ต้องขายสินทรัพย์ถ้าผู้ซื้อใช้สิทธิ์
  • ผลตอบแทนสูงสุด: เท่าค่าพรีเมียมที่ได้
  • ความเสี่ยงสูงสุด: ไม่จำกัด ถ้าราคาพุ่งสูง
  • สถานการณ์ที่เหมาะสม: ตลาดนิ่งหรือลงเล็กน้อย
  • ข้อควรระวัง: เสี่ยงสูงสำหรับมือใหม่เพราะขาดทุนได้ไม่จำกัด

การขาย Put Option (Selling Put Option)

แนวคิด: คาดว่าราคาจะนิ่งหรือไม่ลงถึงราคาใช้สิทธิ

  • สิทธิและภาระ: ต้องซื้อสินทรัพย์ถ้าผู้ซื้อใช้สิทธิ์
  • ผลตอบแทนสูงสุด: เท่าค่าพรีเมียมที่ได้
  • ความเสี่ยงสูงสุด: จำกัด ถ้าราคาตกถึงศูนย์ ลบค่าพรีเมียม
  • สถานการณ์ที่เหมาะสม: ตลาดนิ่งหรือขึ้นเล็กน้อย
  • ข้อควรระวัง: เสี่ยงขาดทุนถ้าราคาร่วงแรง

ตารางสรุปนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมโอกาสและขีดจำกัดของแต่ละกลยุทธ์ชัดเจน

กลยุทธ์ มุมมองตลาด สิทธิ/ภาระ กำไรสูงสุด ขาดทุนสูงสุด
ซื้อ Call Option ขึ้นแรง สิทธิ์ซื้อ ไม่จำกัด ค่าพรีเมียม
ซื้อ Put Option ลงแรง สิทธิ์ขาย จำกัด (ถึง 0) ค่าพรีเมียม
ขาย Call Option ไม่ขึ้น/ลง/ขึ้นไม่ถึง ภาระขาย ค่าพรีเมียม ไม่จำกัด
ขาย Put Option ไม่ลง/ขึ้น/ลงไม่ถึง ภาระซื้อ ค่าพรีเมียม จำกัด (ถึง 0)

การบริหารความเสี่ยงในการเทรดออฟชั่น

ออฟชั่นมีเลเวอเรจสูง ทำให้ทั้งกำไรและขาดทุนขยายตัวเร็วกว่าหุ้นปกติ ดังนั้นการจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักลงทุนอยู่รอดได้ยาวนาน

ทำไมการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญ

ด้วยค่าพรีเมียมที่ต่ำ ออฟชั่นให้อำนาจควบคุมสินทรัพย์มูลค่าสูงด้วยเงินน้อย แต่ถ้าคาดการณ์พลาด ขาดทุนอาจเกิดเร็วและหนัก โดยเฉพาะผู้ขายที่มีเสี่ยงไม่จำกัด การวางแผนป้องกันจึงจำเป็นมาก

เทคนิคการบริหารความเสี่ยงสำหรับมือใหม่

  • กำหนดขนาดการลงทุน: อย่าใส่เงินเยอะในสัญญาเดียว ควบคุมสัดส่วนไม่เกิน 1-2% ของทุนทั้งหมด
  • ตั้งจุดหยุดขาดทุน: แม้ซื้อออฟชั่นเสี่ยงจำกัด แต่ Stop Loss ช่วยตัดขาดทุนเร็ว โดยเฉพาะการขาย
  • กระจายการลงทุน: อย่าทุ่มกับออฟชั่นอย่างเดียว ผสมกับสินทรัพย์อื่นหรือกลยุทธ์หลากหลาย
  • ใช้เงินเย็น: ลงทุนเฉพาะเงินที่ยอมเสียได้ ไม่ใช่เงินจำเป็นในชีวิต
  • ควบคุมจิตใจ: นักลงทุนไทยมักโลภหรือกลัวง่าย ควรมีแผนชัดและยึดวินัย ไม่ตามอารมณ์
  • ฝึกในบัญชีจำลอง: ลองใช้ Demo Account ของโบรกเกอร์เพื่อคุ้นเคยโดยไม่เสี่ยงเงินจริง

เลือกโบรกเกอร์เทรดออฟชั่นในไทยอย่างไร?

การเลือกโบรกเกอร์ที่ใช่จะทำให้การเทรดราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เกณฑ์การพิจารณาโบรกเกอร์

  • ค่าธรรมเนียม: เปรียบเทียบค่าซื้อขาย ค่าดูแลบัญชี และอื่นๆ แต่ละเจ้ามีโครงสร้างต่างกัน
  • แพลตฟอร์ม: ต้องใช้งานง่าย มีเครื่องมือวิเคราะห์ครบ รองรับทั้ง PC และมือถือ
  • การสนับสนุน: มีบริการลูกค้าดี ตอบเร็ว ช่องทางหลากหลายอย่างโทร อีเมล หรือแชทสด
  • ความน่าเชื่อถือ: เลือกที่ ก.ล.ต. กำกับดูแลเพื่อความปลอดภัย (ดูข้อกำหนด ก.ล.ต. เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า)
  • การศึกษา: มีบทความ สัมมนา หรือคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับออฟชั่น ช่วยมือใหม่ได้มาก

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ยอดนิยมในไทย

โบรกเกอร์ไทยที่ให้บริการออฟชั่นใน TFEX มีหลายเจ้า เช่น

  • InnovestX: เน้นเทคโนโลยี แพลตฟอร์มทันสมัย มี Demo และข้อมูลลึกสำหรับทุกระดับ
  • Maybank Securities: ชื่อดัง ลูกค้ากว้าง ครอบคลุมหุ้นและอนุพันธ์ มีทีมให้คำปรึกษา
  • อื่นๆ: อย่างหลักทรัพย์บัวหลวง กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แต่ละแห่งมีจุดเด่นและค่าธรรมเนียมต่างกัน

คำแนะนำ: มือใหม่ควรเลือกที่มี Demo สื่อเรียนรู้ชัด และค่าธรรมเนียมเหมาะสม เปรียบเทียบหลายเจ้าก่อนเปิดบัญชี

คู่มือเริ่มต้นเทรดออฟชั่นใน TFEX

หลังจากเลือกโบรกเกอร์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเริ่มเทรดจริงใน TFEX

ขั้นตอนการเปิดบัญชีอนุพันธ์

1. เลือกโบรกเกอร์: ตามเกณฑ์ที่กล่าวมา
2. กรอกใบสมัคร: ติดต่อหรือดาวน์โหลดจากเว็บ
3. เตรียมเอกสาร: ทั่วไปมี

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร
  • เอกสารฐานะการเงิน เช่น สลิปเงินเดือน Statement
  • แบบประเมินความเสี่ยง

4. ส่งและรอ: ส่งเอกสาร รอตรวจสอบ 3-7 วัน
5. วางหลักประกัน: หลังอนุมัติ วาง Initial Margin ตามที่กำหนด

การใช้งานแพลตฟอร์มเบื้องต้น

แต่ละโบรกเกอร์มีแพลตฟอร์มต่างกัน แต่ฟังก์ชันหลักคล้าย

  • หน้าจอราคา: แสดง Call/Put ของ SET50 ตามซีรีส์
  • หน้าจอสั่งซื้อ: กำหนดประเภท ซีรีส์ ราคา จำนวน สั่งแบบ Market หรือ Limit
  • หน้าจอพอร์ต: สถานะสัญญา กำไร/ขาดทุน หลักประกัน

ใช้เวลาคุ้นเคย โดยเฉพาะผ่าน Demo ก่อนเทรดจริง

ตัวอย่างการซื้อขายจริง

สมมติดัชนี SET50 อยู่ที่ 950 จุด คาดขึ้นในเดือนหน้า

  1. วิเคราะห์: ดูข่าวและกราฟ เห็นแนวโน้มบวก
  2. เลือกกลยุทธ์: ซื้อ Call เพื่อเก็งกำไร
  3. เลือกซีรีส์: SET50 Call เดือนหน้า ราคาใช้สิทธิ 960 ค่าพรีเมียม 10 จุด
  4. ส่งสั่ง: ซื้อ 1 สัญญา 10 จุด x 200 บาท = 2,000 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)
  5. ติดตาม:
    • ถ้า SET50 ขึ้น 980: มูลค่า 20 จุด ขายได้กำไร 10 จุด หรือ 2,000 บาท
    • ถ้าต่ำกว่า 960: หมดอายุไร้ค่า ขาดทุน 2,000 บาท

ข้อควรระวังและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเทรดออฟชั่นในไทย

การเทรดออฟชั่นมีความเสี่ยงเฉพาะตัว และต้องเข้าใจเรื่องภาษีให้ดี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยสำหรับนักลงทุนมือใหม่

  • เทรดบ่อยเกิน: ซื้อขายไม่มีแผน นำไปสู่ขาดทุนสะสม
  • ไม่ตั้ง Stop Loss: โดยเฉพาะขายออฟชั่น อาจขาดทุนหนัก
  • มองข้าม Time Decay: ซื้อออฟชั่นใกล้หมดอายุ ขาดทุนง่าย
  • ตามอารมณ์: โลภหรือกลัวตามข่าว ควรยึดแผน
  • เลเวอเรจเกิน: ใช้เงินน้อยควบคุมเยอะ ถ้าผิดทางทุนหายเร็ว
  • กลยุทธ์ไม่เหมาะ: ใช้แบบซับซ้อนเกินหรือผิดตลาด

ภาษีการลงทุนออฟชั่นในประเทศไทย

กำไรจากการ เทรดออฟชั่น ใน TFEX ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ถ้าเป็น OTC อาจต้องเสียตามกฎ

  • อย่างไรก็ตาม กฎภาษีอาจเปลี่ยน และตีความต่างกัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากร เพื่อข้อมูลล่าสุด

สรุป: ก้าวแรกสู่การเทรดออฟชั่นอย่างชาญฉลาด

การเทรดออฟชั่นใน TFEX นำโอกาสน่าตื่นเต้นมาสู่การกระจายพอร์ต ทำกำไร หรือลดเสี่ยง แต่ต้องระวังความซับซ้อนและความเสี่ยงที่สูง

ความสำเร็จมาจากความเข้าใจพื้นฐาน กลไก กลยุทธ์ และการจัดการความเสี่ยงอย่างมีวินัย เลือกโบรกเกอร์ดี คุ้นแพลตฟอร์ม และฝึกผ่าน Demo จะเป็นฐานที่มั่นคงสำหรับมือใหม่

จำไว้ว่าการลงทุนฉลาดคือการทำด้วยความรู้ เข้าใจ และรับผิดชอบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรดออฟชั่น

การเทรดออฟชั่นเหมาะกับนักลงทุนประเภทไหน?

การเทรดออฟชั่นเหมาะกับนักลงทุนที่:

  • มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการลงทุนและตลาดการเงิน
  • พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้เครื่องมือทางการเงินที่มีความซับซ้อน
  • สามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่าการลงทุนในหุ้นทั่วไป
  • มีวินัยในการบริหารความเสี่ยงและจัดการเงินลงทุน
  • ต้องการเครื่องมือในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้น

เริ่มต้นเทรดออฟชั่นใน TFEX ต้องใช้เงินเท่าไหร่?

จำนวนเงินที่ใช้เริ่มต้นจะขึ้นอยู่กับหลักประกัน (Margin) ที่ TFEX และโบรกเกอร์กำหนด ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามประเภทและราคาของสัญญา โดยทั่วไป หลักประกันสำหรับการซื้อขาย SET50 Option 1 สัญญา อาจเริ่มต้นที่หลักพันบาท แต่สำหรับมือใหม่ ควรมีเงินลงทุนเริ่มต้นที่พอสมควร (เช่น หลักหมื่นบาทขึ้นไป) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและกระจายการลงทุนได้

มีโบรกเกอร์ไทยเจ้าไหนบ้างที่แนะนำสำหรับการเทรดออฟชั่น?

โบรกเกอร์ไทยที่ได้รับความนิยมและให้บริการเทรดออฟชั่นใน TFEX ได้แก่ InnovestX (อินโนเวสท์เอ็กซ์), Maybank Securities (มายแบงก์ กิมเอ็ง), หลักทรัพย์บัวหลวง, หลักทรัพย์กสิกรไทย และหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ เป็นต้น ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม แพลตฟอร์มการซื้อขาย และบริการสนับสนุนลูกค้าก่อนตัดสินใจเลือก

กำไรจากการเทรดออฟชั่นในไทยต้องเสียภาษีอย่างไร?

กำไรจากการซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ (รวมถึงออฟชั่น) ในตลาด TFEX ของประเทศไทย “ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ทางภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการตีความอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี หรือกรมสรรพากรโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด

ถ้าเป็นมือใหม่ ควรเริ่มต้นเรียนรู้การเทรดออฟชั่นจากแหล่งใด?

มือใหม่ควรเริ่มต้นจาก:

  • เว็บไซต์ TFEX: มีข้อมูลพื้นฐานและคู่มือการลงทุน
  • สื่อการเรียนรู้ของโบรกเกอร์: โบรกเกอร์หลายแห่งมีบทความ วิดีโอ หรือสัมมนาออนไลน์
  • บัญชีจำลอง (Demo Account): ฝึกฝนการซื้อขายจริงโดยไม่มีความเสี่ยง
  • หนังสือและคอร์สเรียน: เลือกแหล่งที่เน้นการใช้งานในตลาดไทย

ความแตกต่างระหว่างการเทรดออฟชั่นกับหุ้นคืออะไร?

ความแตกต่างหลักคือ:

  • สิทธิและภาระ: หุ้นคือการเป็นเจ้าของกิจการ ออฟชั่นคือสิทธิ์ในการซื้อ/ขายสินทรัพย์อ้างอิง
  • เลเวอเรจ: ออฟชั่นมีเลเวอเรจสูงกว่า ทำให้กำไร/ขาดทุนรุนแรงกว่า
  • วันหมดอายุ: ออฟชั่นมีวันหมดอายุ หุ้นไม่มี
  • ความเสี่ยง: การซื้อออฟชั่นมีความเสี่ยงจำกัด การขายออฟชั่นมีความเสี่ยงไม่จำกัด (ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์)

มีข้อผิดพลาดอะไรบ้างที่มือใหม่เทรดออฟชั่นมักจะทำ?

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ไม่ตั้งจุดหยุดขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้ขายออฟชั่น
  • เทรดตามอารมณ์หรือข่าวลือ ขาดวินัย
  • ขาดความเข้าใจในเรื่อง Time Decay (มูลค่าตามเวลาที่ลดลง)
  • ใช้ขนาดการลงทุนที่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุน
  • พยายามใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนเกินความสามารถ

การเทรด SET50 Option มีความเสี่ยงอย่างไรและจัดการอย่างไร?

ความเสี่ยง: หลักๆ คือความผันผวนของดัชนี SET50 และผลกระทบจาก Time Decay (สำหรับผู้ซื้อออฟชั่น) รวมถึงความเสี่ยงไม่จำกัดสำหรับผู้ขาย Call Option ที่ไม่มีหุ้นอ้างอิงในมือ (Uncovered Call) หรือความเสี่ยงจากราคาลดลงมากสำหรับผู้ขาย Put Option

การจัดการ:

  • กำหนดขนาดการลงทุนให้เหมาะสม
  • ตั้งจุดหยุดขาดทุนอย่างเคร่งครัด
  • ทำความเข้าใจกลยุทธ์และเลือกใช้ให้เข้ากับสภาวะตลาด
  • กระจายการลงทุน และไม่ใช้เงินทั้งหมดในการเทรดออฟชั่น

แพลตฟอร์มเทรดออฟชั่นของโบรกเกอร์ไทยใช้งานยากไหม?

แพลตฟอร์มการเทรดออฟชั่นอาจดูซับซ้อนในตอนแรก เนื่องจากมีข้อมูลและฟังก์ชันเฉพาะสำหรับออฟชั่น แต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ได้ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายขึ้นเรื่อยๆ และมีคู่มือการใช้งาน รวมถึงบัญชีจำลองให้ฝึกฝน การใช้เวลาทำความคุ้นเคยจะช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว

ควรใช้กลยุทธ์ออฟชั่นแบบไหนเมื่อตลาดเป็นขาขึ้น/ขาลง?

  • เมื่อตลาดเป็นขาขึ้น (Bullish):
    • คาดขึ้นแรง: ซื้อ Call Option
    • คาดขึ้นไม่มาก/ไม่ลง: ขาย Put Option
  • เมื่อตลาดเป็นขาลง (Bearish):
    • คาดลงแรง: ซื้อ Put Option
    • คาดลงไม่มาก/ไม่ขึ้น: ขาย Call Option

สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มต้นจากการซื้อ Call/Put Option เนื่องจากมีความเสี่ยงจำกัดที่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป

Author photo

發佈留言